ผู้ติดเชื้อ HIV

จะกลายเป็น AIDS

ถ้าปล่อยให้ CD4 ต่ำกว่า

200 cells/cu.mm

เราช่วยคนกลุ่มนี้เพิ่ม CD4 ได้ใน 1 เดือน และช่วยลดผลข้างเคียงของยาต้านได้

โดยไม่ไปลดประสิทธิภาพของยาต้านเลย

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา

คลิปเดียวรู้เรื่อง !

ใครที่ควรใช้งานวิจัยนี้ ?

1. ผู้ที่มีความเสี่ยง หรือคิดว่าตัวเองติดเชื้อ HIV แต่ยังไม่ไปตรวจ

2. ผู้ที่พึ่งได้รับเชื้อ HIV และยังไม่ได้รับยาต้านไวรัส HIV

3. ผู้ติดเชื้อ HIV ที่ได้รับยาต้านไวรัสแล้ว

4. ผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาต้านไวรัส และมีโรคแทรกซ้อนต่างๆ

ข้อมูลผู้ติดเชื้อ HIV ล่าสุด

1
ผู้ป่วยเอดส์สะสม
0
ผู้ป่วยใหม่เฉลี่ยต่อวัน
0
อัตราเสียชีวิตต่อวัน

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ปี 2559

รีวิวจากผู้ใช้ >>

*ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่บุคคล

นวัตกรรมนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่ม CD4 เพื่อหยุดการเกิดโรคฉวยโอกาส และเหมาะกับผู้ติดเชื้อใหม่ที่ต้องการเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย

ผู้ที่ใช้นวัตกรรม 3 ราย ที่กำลังจะเสียชีวิต
สามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนคนปกติ
ด้วยการใช้นวัตกรรม APCO 9 แคปซูล/วัน ในเวลาเพียง 6 เดือน

รวมประสบการณ์ผู้ใช้

บทสัมภาษณ์ผู้ป่วยเอดส์ และเป็นมะเร็งระยะที่ 4 ที่ใช้งานวิจัยของเรา

บทสัมภาษณ์ผู้ป่วยเอดส์ ที่ไม่รับยาต้าน แต่ใช้ผลิตภัณฑ์งานวิจัยอย่างเดียว

ผู้ติดเชื้อ HIV และ วัณโรคลำไส้ เชื้อราในปาก และต่อมน้ำเหลืองโต

ผู้ติดเชื้อ HIV จาก CD4 = 0 เขาผ่านจุดต่ำสุดมาได้อย่างไร

*ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่บุคคล

ข้อมูลของโครงการทดสอบเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ที่มี CD4 ต่ำ

กว่า 200 CELLS/CU.MM. ให้เพิ่มขึ้นใน 1 เดือน

นวัตกรรม APCOcap

ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อฉวยโอกาส

ได้ใน 1 เดือน

ช่วยให้ผู้ติดเชื้อ HIV

ไม่กลายเป็นผู้ป่วย AIDS

**ข้อมูลจากโครงการทดสอบในอาสาสมัครเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ที่มี CD4 ต่ำกว่า 200 cells/cu.mm. ให้เพิ่มขึ้นใน 1 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อฉวยโอกาส โดยการให้ใช้นวัตกรรม APCOcap พบว่าอาสาสมัครทุกรายมี CD4 เพิ่มสูงกว่า 200 cells/cu.mm. ได้ทุกราย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสได้

(ชมคลิป)

CD4 คืออะไร และวิธีเพิ่ม CD4 ทำได้อย่างไร

CD4 คือ เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่ควบคุมและต่อสู้กับเชื้อโรค และมีบทบาทในการสร้างสารภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค

          เมื่อใดที่เชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกายจะเจาะเข้าไปในเซลล์ CD4 แล้วก๊อปปี้ตัวเองขึ้นมาใหม่ภายใน CD4 นั้น เมื่อถึงเวลากองทัพ HIV ที่อยู่ใน CD4 จะถูกปล่อยออกมาจากพร้อมๆกัน การแบ่งตัวแบบทวีคูณนี้ทำให้ HIV สามารถรวมตัวกันทำร้าย CD4 เซลล์อื่น ๆ ที่ยังแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ผู้ป่วย HIV พัฒนาเป็นผู้ป่วย AIDS ในที่สุด

          จากการศึกษาเมื่อปี 2010-2013 พบว่าเชื้อ HIV ทำลายเซลล์ CD4 โดยเฉพาะตัว Th17 มากที่สุด คณะนักวิจัย Operation BIM พบว่านวัตกรรม APCO กระตุ้นเม็ดเลือดขาว Th17 ได้ 500% ในระยะเวลาเพียง 15 วัน และข้อมูลงานวิจัยในต่างประเทศยืนยันว่าการเพิ่มขึ้นของ Th17 สามารถควบคุมการแพร่ของ HIV ได้

(ชมคลิป)

ทำไมนวัตกรรม APCOcap จึงเพิ่ม CD4 ได้ ?

เพราะนวัตกรรม APCOcap เพิ่ม Th17 ได้ 500% ซึ่ง Th17 คือ CD4 ชนิดหนึ่งที่เชื้อ HIV ทำลายมากกว่า CD4 ชนิดอื่น เมื่อ Th17 เพิ่มมากขึ้น CD4 ก็เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาเมื่อปี 2010-2013 พบว่าเชื้อ HIV ทำลายเซลล์ CD4 โดยเฉพาะตัว Th17 มากที่สุด* คณะนักวิจัย Operation BIM พบว่านวัตกรรม APCOcap กระตุ้นเม็ดเลือดขาว Th17 ได้ 500% ในระยะเวลาเพียง 15 วัน และข้อมูลงานวิจัยในต่างประเทศยืนยันว่าการเพิ่มขึ้นของ Th17 สามารถควบคุมการแพร่ของ HIV ได้

องค์การอนามัยโลก สรุปในปี 2015 ว่าการเพิ่มขึ้นของ CD4 มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้ติดเชื้อ มากกว่าการลดลงของจำนวน “HIV”

https://www.hivplusmag.com/treatment/2015/11/24/breaking-scientists-say-raising-cd4-count-more-important-undetectable-viral

การบรรยายพิเศษ เรื่อง

นวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัด HIV/AIDS และมะเร็งด้วยสารสกัดจากพืชกินได้

ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 44 ( วทท44 ) โดยสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา
วันที่ 29 ตุลาคม 2561

(ชมคลิป)

HIV กับ AIDS ต่างกันอย่างไร ?

เชื้อ HIV (เอชไอวี) หรือ Human Immunodeficiency เป็นเชื้อไวรัส ผู้ที่รับเชื้อ HIV หลังรับเชื้อ 2-4 สัปดาห์ ร่างกายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตนเองติดเชื้อ และมักไม่แสดงอาการใดๆ โดยในระยะนี้ไวรัสจะเข้าไปใน “CD4” และทำให้เซลล์เหล่านี้ตายเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ “CD4” ในเลือดลดจำนวนลง เชื้อไวรัสจะแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันที่สร้างแอนติบอดีในเลือดซึ่งใช้ในการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ โดยผู้ที่อยู่ในระยะนี้ เรียกว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งถือเป็นระยะติดเชื้อปฐมภูมิ หรือระยะที่ 1

ระยะติดเชื้อเรื้อรัง (ระยะที่ 2) ผู้ติดเชื้ออาจจะมีเชื้อราขึ้นที่ลิ้น หรือเป็น วัณโรค เริม หรือโรคงูสวัด เกิดขึ้นได้ อาการมักไม่รุนแรง และมักจะรักษาโรคเหล่านี้ได้ ระยะนี้ของโรคก็ยังไม่เรียกโรคเอดส์ เช่นกัน ระยะนี้ เชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำเหลืองและในม้าม และจะแบ่งตัวเพิ่มปริมาณในอวัยวะทั้งสองนี้เป็นส่วนใหญ่ ปริมาณของ CD4 ในเลือดจะลดจำนวนลงอย่างช้าๆ จากงานวิจัยพบว่าเชื้อ HIV ทำลายเซลล์ CD4 โดยเฉพาะตัว Th17 มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย จะไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัส และเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก เพราะ CD4 จะลดจำนวนลงเรื่อยๆ การได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอและการออกกำลังกายจะเพิ่ม CD4 ได้ด้วยตัวเอง โดยควรพยายามให้ CD4 อยู่ในระดับสูงกว่า 350 cell/cu.mm ค่า CD4 ปกติของคนทั่วไป = 530-1350 cell/cu.mm

ระยะที่เป็นโรคเอดส์ (ระยะที่ 3) พบว่าปริมาณของ CD4 ส่วนใหญ่ต่ำกว่า 200 cell/cu.mm และจะมีการติดเชื้อฉวยโอกาส ในอวัยวะสำคัญอย่างรุนแรง เช่น ปอด สมอง และมีมะเร็งชนิดต่างๆ เกิดขึ้นได้ ระยะนี้เป็นระยะที่ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายถูกทำลายเกือบทั้งหมด จะเกิดตุ่ม PPE / ผื่น PPE หรือที่เรียกว่าตุ่มเอดส์ หรือตุ่ม HIV ซึ่งแสดงว่าระดับ CD4 ต่ำกว่า 100 cell/ml หรือ CD4 % ต่ำกว่า 5% และการเพิ่ม CD4 ด้วยตนเอง เป็นไปได้ยากขึ้น ดังนั้นผู้ติดเชื้อควรรักษาสุขภาพและระดับ CD 4 ไว้ไม่ให้ก้าวมาสู่ในระยะนี้

สรุป ก็คือระยะที่ 1 และ 2 ของการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ยังไม่เรียกว่าเป็นโรคเอดส์ ทางการแพทย์จะเรียกระยะที่ 3 ของโรคว่าเป็นโรคเอดส์เท่านั้น

เปรียบเทียบผลตรวจก่อน/หลัง

กรณีไม่รับยาต้านไวรัส

เปรียบเทียบผลตรวจก่อน/หลัง

กรณีรับยาต้านไวรัสแล้ว

CD4 = 0-100

CD4 = 101-200

CD4 = 201-300

CD4 = 301-400

CD4 = 401-500

CD4 = 500 ขึ้นไป

APCO จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

APCO ในข่าวต่างๆ

APCO และกิจกรรมเพื่อสังคม

error: Content is protected !!